19 มี.ค. 2569
6 view
ปาริฉัตร บุตร์ตรี
วันนี้ (13 มีนาคม 2569) เวลา 10.00 – 11.15 น. ณ ห้อง conference room D อาคารสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มอบหมายให้นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เปิดกิจกรรมคู่ขนาน (Side Event) หัวข้อ: “ความยุติธรรมเพื่อสตรี: การแก้ไขอุปสรรคและการปรับเปลี่ยนระบบยุติธรรมให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้เสียหายในคดีความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ” (Justice for Her: Overcoming Challenges and Transforming the Justice System into a Safe Space for Victims in Gender-Based Violence Cases) ซึ่งจัดโดย กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ร่วมกับ สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) องค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ (UN Women) และ มูลนิธิเพื่อความยุติธรรมทางเพศ (Shero) โดยมีนางสันทนี ดิษยบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานยุทธศาสตร์กระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ผู้เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วย คุณบุษยาภา ศรีสมพงษ์ ทนายความด้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศและผู้ก่อตั้งขององค์กรชีโร่ (SHero Thailand) Ms. Sujata Warrier ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ โครงการยุติธรรมเพื่อสตรีผู้ถูกทำร้ายในรัฐมินาโซตา สหรัฐอเมริกา (Battered Women’s Justice Project :BWJP) และ Ms. Maria Filomena Singh ผู้พิพากษาในศาลฎีกา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยมีผู้สนใจจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก โดยมีประเด็นสำคัญของกิจกรรมคือการนำเสนอข้อคิดเห็นและประสบการณ์ในการทำงานของผู้เสวนาที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ (GBV) ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยเฉพาะอุปสรรคที่ขัดขวางการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ และปัจจัยที่ก่อให้เกิดการตกเป็นเหยื่อซ้ำในกระบวนการยุติธรรม
ในการนีั อธิบดีจตุพร กล่าวเปิดกิจกรรมคู่ขนาน “Justice for Her” ว่าในวันนี้เรามุ่งเน้นการสะท้อนหลักการพื้นฐานที่สำคัญว่าสตรีและเด็กผู้หญิงทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม ในกระบวนการยุติธรรมที่ปลอดภัย เป็นธรรม และตั้งอยู่บนพื้นฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะในกรณีของความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทยตระหนักอย่างชัดเจนว่า ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศไม่เพียงเป็นความผิดทางอาญาเท่านั้น แต่ยังเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงได้เสริมสร้างกรอบกฎหมายให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น พัฒนามาตรการคุ้มครอง ขยายบริการช่วยเหลือ และส่งเสริมความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่างหลายภาคส่วน ซึ่งปัจจุบันเราได้มีการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดกันในการขับเคลื่อนระบบยุติธรรมที่คำนึงถึงมิติเพศภาวะ และเข้าถึงได้สำหรับทุกคน แต่ในขณะเดียวกัน เราจำเป็นต้องยอมรับว่า ระบบยุติธรรมในหลายประเทศยังคงเผชิญกับความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นบรรทัดฐานที่เลือกปฏิบัติ การตีตราทางสังคม อคติทางเพศ และกระบวนการบางประการที่อาจทำให้ผู้รอดพ้นจากความรุนแรงต้องเผชิญกับบาดแผลทางจิตใจซ้ำอีกครั้ง อุปสรรคเหล่านี้มักทำให้ผู้เสียหายลังเลหรือไม่กล้าที่จะแสวงหาความยุติธรรม การปฏิรูประบบยุติธรรมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง จำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่น ความเข้าอกเข้าใจ และความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ความยุติธรรมไม่ควรเพียงแค่ถูกส่งมอบเท่านั้น แต่ต้องเป็นสิ่งที่ผู้ที่ต้องการความยุติธรรมมากที่สุดสามารถรับรู้ได้ว่า ปลอดภัยและเข้าถึงได้จริง
ผู้อภิปรายได้นำเสนอข้อมูลว่าสตรีบางส่วนต้องเผชิญเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะในฐานะผู้เสียหาย ผู้รอดพ้นจากความรุนแรง ผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ต้องโทษ ซึ่งตามลำดับขั้นของกระบวนการยุติธรรม จะเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการพิจารณาคดี (pre-trial) การพิจารณาคดี (trial) การพิพากษา (judgement) และการตัดสินลงโทษ (conviction) ในความเป็นจริง การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่การคุ้มครองหรือการเยียวยาเสมอไป หากแต่บางครั้งกลับทำให้ผู้รอดพ้นจากความรุนแรงต้องเผชิญกับการตกเป็นเหยื่อซ้ำในกระบวนการยุติธรรม (secondary victimization) ซึ่งอาจเกิดขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การตำหนิผู้เสียหาย การไม่เชื่อคำให้การ การถูกตั้งคำถามซ้ำ ๆ หรือคำถามที่ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัว การถูกกดดันให้ยอมความ รวมถึงการที่ระบบยุติธรรมไม่ให้ความสำคัญอย่างเพียงพอกับความเสียหายทางจิตใจและความรุนแรงที่ไม่ใช่ทางกายภาพ บางครั้งกระบวนการยุติธรรมเองก็สามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้เสียหายผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ผู้เสียหายบางรายได้แสดงความหวาดกลัวต่อการขึ้นให้การในศาล หลังจากมีประสบการณ์ที่ไม่ดีในการติดต่อกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในช่วงขั้นตอนก่อนการพิจารณาคดี หลายคนตัดสินใจยุติการแสวงหาความยุติธรรม เพราะตัวกระบวนการทำให้เกิดความเจ็บปวด ผู้เสียหายมักต้องย้อนกลับไปเผชิญกับบาดแผลทางจิตใจของตนอีกครั้งและบางครั้งการเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับความยุติธรรมในท้ายที่สุดเสมอไป ผู้รอดพ้นจากความรุนแรงจำเป็นต้องเล่าประสบการณ์อันกระทบกระเทือนจิตใจของตนซ้ำหลายครั้งตลอดกระบวนการ เนื่องจากกฎหมายรับรองสิทธิของจำเลยในการซักถามพยาน ซึ่งถือเป็นหลักการพื้นฐานของการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม โดยหลักการแล้ว ผู้เสียหายจากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศจะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้เสียหายจากความผิดประเภทอื่น ๆ แม้ในภาพรวมจะดูเสมือนเป็นความเท่าเทียม แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่เป็นเช่นนั้น และยังคงเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะทำให้ผู้ที่ไม่เคยประสบกับบาดแผลเช่นนี้เข้าใจถึงสถานการณ์ของผู้ที่มีความเปราะบางอย่างแท้จริง
ดังนั้น การผลักดันกฎหมายมีการเสริมสร้างมาตรการคุ้มครองผู้รอดพ้นจากความรุนแรงและพยานที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง โดยการนำมาตรการเฉพาะมาใช้เพื่อปกป้องผู้เสียหายจากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ (GBV) ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อซ้ำจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จะช่วยให้มีความผู้ถูกกระทำได้รับความยุติธรรมที่แท้จริง


