ข้อมูลทั่วไป

ข้อมูลทั่วไปที่น่าสนใจ

Tags

คำถามที่พบบ่อย

1. สิทธิประโยชน์ของสตรีและครอบครัว

สตรีด้อยโอกาส เยาวสตรีกลุ่มเสี่ยง สตรีและครอบครัวที่ประสบปัญหาทางสังคม สตรีที่ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว สตรีที่ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ จะได้รับ

การฝึกอบรมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตในศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว ทั้ง ๘ แห่ง ได้แก่

  1. ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว จ.เชียงราย (ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด)
  2. ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคกลาง จ.นนทบุรี (ครอบคลุมพื้นที่ 15 จังหวัด)
  3. ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ศรีสะเกษ (ครอบคลุมพื้นที่ 10 จังหวัด)
  4. ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว ภาคใต้ จ.สงขลา (ครอบคลุมพื้นที่ 14 จังหวัด)
  5. ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว ภาคเหนือ จ.ลำปาง (ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด)
  6. ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว รัตนาภา จ.ขอนแก่น (ครอบคลุมพื้นที่ 10 จังหวัด)
  7. ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ 36 พรรษา จ.ชลบุรี (ครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัด)
  8. ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษาบรมราชินีนาถ จ.ลำพูน (ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด)

2. การฝึกอาชีพของสตรีและครอบครัว

  • กลุ่มเป้าหมาย คือใคร
  1. สตรีและครอบครัวที่ประสบปัญหาทางสังคม
  2. ผู้ประสบปัญหาจากการค้าประเวณี
  3. ผู้ที่ศาลสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพ
  4. ผู้ที่แสดงออกแตกต่างจากเพศกำเนิด
  • ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวมีกี่แห่ง ที่ไหนบ้าง

      มี 8 แห่ง

  1. ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว จ.เชียงราย (ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด)
  2. ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคกลาง จ.นนทบุรี (ครอบคลุมพื้นที่ 15 จังหวัด)
  3. ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ศรีสะเกษ (ครอบคลุมพื้นที่ 10 จังหวัด) 
  4. ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว ภาคใต้ จ.สงขลา (ครอบคลุมพื้นที่ 14 จังหวัด)
  5. ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว ภาคเหนือ จ.ลำปาง (ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด)
  6. ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว รัตนาภา จ.ขอนแก่น (ครอบคลุมพื้นที่ 10 จังหวัด)
  7. ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ 36 พรรษา จ.ชลบุรี (ครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัด)
  8. ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษาบรมราชินีนาถ จ.ลำพูน (ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด)
  • มีหลักสูตรการฝึกอาชีพ หลักสูตรใดบ้าง ใช้เวลาอบรมนานเท่าไร

มีทั้งหลักสูตรระยะสั้น ๑ เดือน ๓ เดือน และหลักสูตร ๖ เดือน ภายหลังการอบรมมีบริการจัดหางานให้ตามความสมัครใจ

  • ขั้นตอนการสมัครเป็นอย่างไร

สมัครได้ที่ศูนย์การเรียนรู้ฯ ทั้ง 8 แห่ง

  • มีค่าใช้จ่ายหรือไม่ อย่างไร

มีบริการที่จัดให้ระหว่างการฝึกอบรม ดังนี้ ที่พักพร้อมอาหาร ๓ มื้อ ของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น กีฬาและกิจกรรมนันทนาการ บริการด้านสังคมสงเคราะห์ บริการด้านรักษาพยาบาล บริการด้านชุดฟอร์ม อุปกรณ์ประกอบการเรียนตลอดการฝึกอบรม บริการอินเตอร์เน็ต และบริการจัดหางานหลังจบหลักสูตร

  • มีหลักสูตรการสอนทางออนไลน์หรือไม่ อย่างไร

มีหลายหลักสูตรสามารถสอบถามได้ทางศูนย์เรียนรู้ฯ ทั้ง ๘ แห่ง

3. การขอรับเงินอุดหนุนกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว

ผู้ที่มีสิทธิขอรับเงินอุดหนุนกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว มีดังนี้

(1) กลุ่ม/ชมรมสตรีกลุ่มสตรีตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป และชมรมสตรีตั้งแต่สิบคนขึ้นไป จะต้องดำเนินงานในรูปแบบของคณะบุคคล เช่น มีประธานกลุ่มหรือประธานชมรม กรรมการ เลขานุการ มีวัตถุประสงค์ของกลุ่มหรือชมรมที่ชัดเจน ไม่ใช่กลุ่มหรือชมรมที่จัดตั้งขึ้นเฉพาะกิจเป็นครั้งคราว แต่ได้จัดตั้งและดำเนินการมาเป็นเวลาพอสมควร ที่สำคัญกลุ่ม/ชมรมสตรีจะต้องมีผลงานหรือวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมพัฒนาสตรีและครอบครัวด้วย และหมายรวมถึงกลุ่ม/องค์กรที่จดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์
(2) องค์กรเอกชน องค์กรเอกชนซึ่งเป็นองค์กรที่มิใช่นิติบุคคล มีคณะบุคคลหรือผู้บริหารจัดการองค์กรมีวัตถุประสงค์ขององค์กรที่ชัดเจน ไม่ใช่องค์กรที่ตั้งขึ้นเฉพาะกิจเป็นครั้งคราวแต่จัดตั้งและดำเนินการมาเป็นเวลาพอสมควรที่สำคัญองค์กรเอกชนนั้นจะต้องมีผลงานหรือวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมพัฒนาสตรีและครอบครัวด้วย
(3) มูลนิธิหรือสมาคมมูลนิธิหรือสมาคม ซึ่งเป็นองค์กรที่เป็นนิติบุคคล จดทะเบียนจัดตั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีคณะบุคคลหรือผู้บริหารจัดการองค์กรมีวัตถุประสงค์ขององค์กรที่ชัดเจน มีรูปแบบการท างานที่ชัดเจนตามวัตถุประสงค์ ไม่ใช่องค์กรที่ตั้งขึ้นเฉพาะกิจเป็นครั้งคราว แต่จัดตั้งและดำเนินการมาเป็นเวลาพอสมควร ที่สำคัญมูลนิธิหรือสมาคมนั้นจะต้องมีผลงานหรือวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมพัฒนาสตรีและครอบครัวด้วย
(4) ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน เป็นศูนย์กลางการรวมตัวของประชาชนในหมู่บ้านหรือชุมชน มีการบริหารจัดการและดำเนินการในรูปของคณะทำงานที่ประกอบด้วยตัวแทนขององค์กร กลุ่มประชาชน และเครือข่ายครอบครัวในชุมชน โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและการส่งเสริมสนับสนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐ ซึ่งศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนที่ประสงค์จะขอรับเงินอุดหนุนจะต้องมีผลงานหรือวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมพัฒนาสตรีและครอบครัวด้วย
(5) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หมายความถึง เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ประสงค์จะขอรับเงินอุดหนุนจะต้องมีผลงานหรือวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมพัฒนาสตรีและครอบครัวด้วย
(6) หน่วยงานของรัฐหน่วยงานของรัฐ มีความหมายอย่างกว้าง กล่าวคือ หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรมหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมีฐานะเป็นกรม ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่การดำเนินงานเกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาสตรีและครอบครัว ซึ่งหน่วยงานของรัฐดังกล่าวหากประสงค์จะขอรับเงินอุดหนุนจะต้องมีผลงานหรือวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมพัฒนาสตรีและครอบครัวด้วย

ประเภทโครงการที่เสนอขอรับเงินอุดหนุนลักษณะของโครงการที่ยื่นคำขอรับการสนับสนุนเงินอุดหนุน จะต้องมีลักษณะของโครงการ ดังนี้

1) โครงการของภาคเอกชน (โครงการของกลุ่มสตรี ชมรมสตรี องค์กรเอกชน มูลนิธิ สมาคม หรือศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน)

(1) เป็นโครงการที่ไม่ขัดต่อนโยบายของรัฐบาล แผนพัฒนาสตรี นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาสถาบันครอบครัว หรือนโยบายและยุทธศาสตร์ของ สค.
(2) เป็นโครงการที่มีทุนอยู่บางส่วน
(3) เป็นโครงการที่ไม่ได้รับงบประมาณจากหน่วยงานของรัฐหรือแหล่งทุนอื่น หรือได้รับแต่ไม่เพียงพอ
(4) เป็นโครงการที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่กำหนดในข้อ 7 ของระเบียบกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวว่าด้วยเงินอุดหนุน พ.ศ. 2560

2) โครงการของภาครัฐ (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานของรัฐ)

(1) เป็นโครงการที่มีทุนอยู่แล้วบางส่วนและเป็นโครงการที่ริเริ่มใหม่ หรือ
(2) เป็นโครงการที่ไม่สามารถของบประมาณปกติได้หรือได้รับงบประมาณแต่ไม่เพียงพอและ
(3) เป็นโครงการที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่กำหนดในข้อ 7 ของระเบียบกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ว่าด้วยเงินอุดหนุน พ.ศ. 2560

4. ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว

  • เมื่อพบเห็นสามารถแจ้งได้ที่ใด มีช่องทางใดบ้าง

1) ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวติดต่อ ศูนย์ปฏิบัติการคุ้มครองบุคคลในครอบครัว กรุงเทพมหานคร 02-6425048 ในเวลาราชการ
2) พบเห็นการกระทำความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และครอบครัว โทร 1300 ศูนย์ช่วยเหลือสังคม หรือ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด 76 จังหวัด

  • ผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวจะได้รับความช่วยเหลืออย่างไร
  1. การให้คำปรึกษาให้คำปรึกษาแนะนำเบื้องต้นแก่ผู้ถูกกระทำ โดยให้ผู้ถูกกระทำสำรวจตนเองและทำความเข้าใจปัญหา สาเหตุของปัญหา ได้ระบายความคับข้องใจ มีกำลังใจ มีความความหวังในการแก้ปัญหา มีทางเลือกในการแก้ปัญหา และรู้ความต้องการของตน ตลอดจนสามารถหาวิธีการในการแก้ไขปัญหาและตัดสินใจด้วยตนเองได้
  2. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนหรือทีมสหวิชาชีพในการให้ความช่วยเหลือ คุ้มครอง ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว อาทิ จัดให้เข้ารับการรักษาหรือตรวจร่างกาย ฟื้นฟู หรือบำบัดร่างกายและจิตใจ รวมถึงขอรับคำปรึกษาแนะนำจากจิตแพทย์ นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ การประสานบ้านพักเด็กและครอบครัวหรือบ้านพักฉุกเฉินเพื่อให้ผู้กระทำอยู่อาศัยเป็นการชั่วคราวในระหว่างการคุ้มครองช่วยเหลือเป็นต้น
  3. สิทธิของผู้ถูกกระทำตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544สิทธิในการได้รับการเยียวยาความเสียหายจากผู้กระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว และสิทธิตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
  4. ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหากผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวประสงค์จะดำเนินคดี จะดำเนินการประสานพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์หรืออำนวยความสะดวกในการร้องทุกข์ดำเนินคดี แต่ถ้าผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวไม่อยู่ในวิสัยหรือโอกาสที่สามารถร้องทุกข์ได้ด้วยตนเอง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ร้องทุกข์แทนได้ แต่ต้องกระทำการร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวอยู่ในวิสัยและมีโอกาสที่จะแจ้งหรือร้องทุกข์ได้
  5. ร้องขอคุ้มครองสวัสดิภาพต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง
  6. ทำบันทึกข้อตกลงก่อนการยอมความในกรณีที่มีการยอมความ การถอนคำร้องทุกข์ หรือถอนฟ้องในความผิดตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ให้พนักงานสอบสวนหรือศาลแล้วแต่กรณี จัดให้มีการบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นก่อนการยอมความ การถอนคำร้องทุกข์ หรือถอนฟ้องหากได้ปฏิบัติตามข้อตกลงและเงื่อนไขดังกล่าวครบถ้วนแล้วจึงให้มีการยอมความ การถอนคำร้องทุกข์ หรือถอนฟ้องได้หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว ให้พนักงานสอบสวนหรือศาลมีอำนาจยกคดีขึ้นดำเนินการต่อไป

5. การดำเนินกิจกรรมของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์

ผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกต้องมีคุณสมบัติ อะไรบ้าง

  1. เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ
  2. ไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือคนไร้ความสามารถ
  3. มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง

6. การถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ ต้องการจะร้องเรียน

  • มีขั้นตอนการร้องเรียนอย่างไร

บุคคลใดเห็นว่าตนได้รับหรือจะได้รับความเสียหายจากการกระทำในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศและมิใช่เป็นเรื่องที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาลหรือที่ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเด็ดขาดแล้วให้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (คณะกรรมการ วลพ.) เพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่ามีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศหรือไม่

  • การชดเชยและเยียวยาผู้เสียหายให้กระทำโดยให้ความช่วยเหลือประการหนึ่งประการใดหรือให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ดังต่อไปนี้ 

(1) ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ในระหว่างที่ไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติ
(2) ค่าสูญเสียโอกาสที่เป็นค่าเสียหายในเชิงพาณิชย์ซึ่งสามารถคำนวณเป็นเงินได้
(3) ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในการรักษาพยาบาลรวมทั้งค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ
(4) การชดเชยและเยียวยาในรูปแบบหรือลักษณะอื่น

  • ช่องทางการร้อง

ผู้ร้องอาจร้องด้วยวาจาต่อผู้รับคำร้องยื่นคำร้องด้วยตนเองส่งทางไปรษณีย์หรือยื่นผ่านช่องทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ในกรณียื่นคำร้องโดยส่งทางไปรษณีย์ให้ถือวันที่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางประทับตรารับที่ซองหนังสือเป็นวันยื่นคำร้องในเขตกรุงเทพมหานครให้ยื่นหรือส่งคำร้องต่อกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว จังหวัดให้ยื่นหรือส่งคำร้องต่อศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ในกรณีร้องด้วยวาจาให้ผู้รับคำร้องบันทึกถ้อยคำของผู้ร้องและให้ผู้ร้องและผู้รับคำร้องลงลายมือชื่อในคำร้องนั้นไว้เป็นหลักฐาน

  • การยื่นคำร้องให้ยื่นภายในหนึ่งปีนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบเหตุแห่งการร้องและในกรณีทำคำร้องเป็นหนังสืออย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังนี้

(1) ชื่อและที่อยู่ของผู้ร้อง
(2) ชื่อและที่อยู่ของผู้ถูกร้อง
(3) ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุที่เห็นว่าตนได้รับหรือจะได้รับความเสียหายในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ
(4) พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)
(5) คำขอหรือความประสงค์ของผู้ร้อง
(6) ลายมือชื่อของผู้ร้อง

7. กองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ

  • มีกิจกรรมใดหรือกรณีใดบ้างที่จะได้ประโยชน์จากกองทุนฯ

(1) เพื่อกิจกรรมหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ
(2) เพื่อคุ้มครองและป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ
(3) เพื่อช่วยเหลือชดเชยและเยียวยาหรือบรรเทาทุกข์แก่บุคคลซึ่งตกเป็นผู้เสียหายจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ
(4) เพื่อการสอดส่องดูแลและให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาเกี่ยวกับการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
(5) เพื่อส่งเสริมการศึกษาการวิจัยและการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ
(6) เพื่อการติดต่อและประสานงานกับบุคคลหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐภาคเอกชนและภาคประชาชน

8. เข้าสู่ระบบ Intranet อย่างไร

          เข้าเมนูติดต่อสค. > สำหรับเจ้าหน้าที่  > เลือก Intranet

9. ร้องทุกข์/ร้องเรียน/สอบถาม จำเป็นต้องเข้าสู่ระบบด้วยหรือไม่

          การร้องทุกข์ ร้องเรียน มีความจำเป็นต้องมีการเข้าสู่ระบบเนื่องจาก ทางเจ้าหน้าที่ของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว สามารถติดตามเรื่องของผู้ที่มาร้องทุกข์ร้องเรียนได้ ส่วนเรื่องการสอบถามข้อมูลต่างๆ  ไม่จำเป็นต้องมีการเข้าสู่ระบบ

10. CEDAW คืออะไร

อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on  the Elimination of All Forms of Discrimination against Women: CEDAW)

อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ เป็นอนุสัญญา ที่จัดทำขึ้นโดยสหประชาชาติ และได้รับความรับรองจากที่ประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 34 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2522 นับจากนั้นจนถึงปัจจุบัน ประเทศต่างๆ ให้สัตยาบัน (ratification) หรือภาคยานุวัติ (accession)  อนุสัญญานี้แล้ว 185 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นรัฐภาคีอนุสัญญา CEDAW ของสหประชาชาติ โดยวิธีภาคยานุวัติ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2528 ส่งผลให้ประเทศไทยมีหน้าที่ในการดำเนินการเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทั้งในด้านนิติบัญญัติ ตุลาการ การบริหาร และมาตรการอื่นๆ และให้หลักประกันว่าสตรีจะต้องได้รับสิทธิประโยชน์และโอกาสต่างๆ จากรัฐบนพื้นฐานของความเสมอภาคกับบุรุษ ตามบทบัญญัติของอนุสัญญาฯ รวม 30 มาตรา โดยมาตราที่ 1-16 เป็นการระบุมาตรการในการดำเนินการเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในด้านต่างๆ ประกอบด้วย การให้ความหมาย “การเลือกปฏิบัติต่อสตรี” การเรียกร้องให้ประเทศภาคีดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในเรื่องการค้ามนุษย์ การมีส่วนร่วมในทางการเมืองการบริหาร สิทธิเกี่ยวกับสัญชาติ การศึกษา การจ้างงาน สุขภาพ เศรษฐกิจและสังคม สตรีชนบท และสิทธิความเสมอภาคในครอบครัวและการสมรส ส่วนมาตรา 17-30 เป็นการกำหนดขั้นตอนและกลไกในการติดตามการปฏิบัติงานตามอนุสัญญาฯโดยในส่วนของข้อสงวน (reservations) ที่ประเทศไทยได้ตั้งไว้ เมื่อเข้าเป็นภาคีเพื่อที่จะขอเป็นการยกเว้นไม่ผูกพันตามอนุสัญญาฯ เนื่องจากกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ภายในประเทศยังไม่ได้รับการแก้ไขให้สอดคล้อง มี 7 ข้อ ได้แก่

อนุสัญญา 7 เรื่องความเสมอภาคทางการเมืองและการรับตำแหน่งทางราชการ
อนุสัญญาข้อ 9 เรื่องการถือสัญชาติของบุตรที่เกิดจากหญิงไทย
อนุสัญญาข้อ 11 เรื่องสิทธิและโอกาสที่จะได้รับการจ้างงานชนิดเดียวกัน
อนุสัญญาข้อ 15 เรื่องการทำสัญญา
อนุสัญญาข้อ 16 เรื่องความเสมอภาคในด้านครอบครัวและการสมรส
อนุสัญญาข้อ 29 เรื่องการให้อำนาจศาลโลกในการตัดสินกรณีพิพาท

          ต่อมาได้มีการดำเนินการทางนิติบัญญัติ ตุลาการ การบริหาร และอื่นๆ ตามอนุสัญญาฯ ประเทศไทยจึงได้ขอยกเลิกข้อสงวนที่ตั้งไว้ตามมติคณะรัฐมนตรี จำนวน 6 ข้อ ดังนี้

  • มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2533  ได้ยกเลิกข้อสงวนข้อ 11 วรรค 1(ข) เรื่องสิทธิและโอกาสที่จะได้รับการจ้างงานชนิดเดียวกันและข้อสงวนข้อ 15 วรรค 3  เรื่องการทำสัญญา โดยในปี 2534 ได้มีมติคณะรัฐมนตรีให้ส่วนราชการทุกแห่งทบทวนระเบียบข้อบังคับที่กีดกันความเสมอภาคในการดำรงตำแหน่งทางราชการของสตรี เพื่อให้โอกาสสตรีสามารถดำรงตำแหน่งได้ทุกตำแหน่ง
  • มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2553 ได้ยกเลิกข้อสงวนข้อ 9 เรื่องการถือสัญชาติของบุตรที่เกิดจากหญิงไทย  ซึ่งได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 และใช้พระราชบัญญัติ (ฉบับทื่ 2 ) พ.ศ. 2535  โดยให้บุตรที่เกิดจากหญิงไทยกับชายต่างชาติสามารถถือสัญชาติไทยได้
  • มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2538  ได้ยกเลิกข้อสงวนข้อ 7 เรื่องความเสมอภาคทางการเมืองและการรับตำแหน่งทางราชการ  โดยในปี 2537-2538 มีการแต่งตั้งนายอำเภอ และผู้ว่าราชการจังหวัดหญิงเป็นครั้งแรก
  • มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2539  ได้ยกเลิกข้อสงวนข้อ 10 เรื่องความเสมอภาคทางการศึกษา  โดยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้กำหนดว่า “การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” นอกจากนั้น ยังกำหนดให้บิดา มารดา หรือผู้ปกครองมีหน้าที่ในการจัดให้บุตรหรือบุคคลที่อยู่ในความดูแลได้รับการศึกษาภาคบังคับ (9 ปี)
  • คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555  ได้ยกเลิกข้อสงวนข้อ 16 เรื่องความเสมอภาคในด้านครอบครัวและการสมรส  โดยสำนักเลขาธิการสหประชาชาติได้รับตราสารถอนข้อสงวนจากประเทศไทย  เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2555 ดังนั้น การถอนข้อสงวนฯ ดังกล่าวจึงมีผลตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2555  สำหรับความก้าวหน้าในการดำเนินงานของประเทศไทย ซึ่งมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อส่งเสริมสิทธิทางครอบครัวและการสมรสของหญิงชายให้มีความเท่าเทียมกัน เช่น พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2550  ซึ่งขยายความหมายของการข่มขืน รวมทั้งกำหนดให้การข่มขืนภรรยาเป็นความผิดอาญา พระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. 2548  โดยกำหนดให้สตรีที่สมรสแล้วสามารถเลือกใช้ชื่อสกุลของสามีหรือของตนเองได้ และพระราชบัญญัติคำนำหน้านามหญิง พ.ศ. 2551 โดยการให้สิทธิแก่สตรีที่สมรสแล้ว หรือสตรีที่หย่าร้างในการเลือกใช้คำนำหน้านามว่า “นาง” หรือ “นางสาว” ได้ตามความสมัครใจ เป็นต้น
  • ปัจจุบันยังคงเหลือข้อสงวนอีก 1 ข้อ ได้แก่ ข้อ 29 เรื่องการให้อำนาจศาลโลกในการตัดสินกรณีพิพาท