คำถามที่พบบ่อย

1. เข้าสู่ระบบ Intranet อย่างไร

          เข้าเมนูติดต่อสค. > สำหรับเจ้าหน้าที่  > เลือก Intranet

2. ร้องทุกข์/ร้องเรียน/สอบถาม จำเป็นต้องเข้าสู่ระบบด้วยหรือไม่

          การร้องทุกข์ ร้องเรียน มีความจำเป็นต้องมีการเข้าสู่ระบบเนื่องจาก ทางเจ้าหน้าที่ของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว สามารถติดตามเรื่องของผู้ที่มาร้องทุกข์ร้องเรียนได้ ส่วนเรื่องการสอบถามข้อมูลต่างๆ  ไม่จำเป็นต้องมีการเข้าสู่ระบบ

3. CEDAW คืออะไร

   

อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on  the Elimination of All Forms of Discrimination against Women: CEDAW)

อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ เป็นอนุสัญญา ที่จัดทำขึ้นโดยสหประชาชาติ และได้รับความรับรองจากที่ประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 34 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2522 นับจากนั้นจนถึงปัจจุบัน ประเทศต่างๆ ให้สัตยาบัน (ratification) หรือภาคยานุวัติ (accession)  อนุสัญญานี้แล้ว 185 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นรัฐภาคีอนุสัญญา CEDAW ของสหประชาชาติ โดยวิธีภาคยานุวัติ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2528 ส่งผลให้ประเทศไทยมีหน้าที่ในการดำเนินการเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทั้งในด้านนิติบัญญัติ ตุลาการ การบริหาร และมาตรการอื่นๆ และให้หลักประกันว่าสตรีจะต้องได้รับสิทธิประโยชน์และโอกาสต่างๆ จากรัฐบนพื้นฐานของความเสมอภาคกับบุรุษ ตามบทบัญญัติของอนุสัญญาฯ รวม 30 มาตรา โดยมาตราที่ 1-16 เป็นการระบุมาตรการในการดำเนินการเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในด้านต่างๆ ประกอบด้วย การให้ความหมาย “การเลือกปฏิบัติต่อสตรี” การเรียกร้องให้ประเทศภาคีดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในเรื่องการค้ามนุษย์ การมีส่วนร่วมในทางการเมืองการบริหาร สิทธิเกี่ยวกับสัญชาติ การศึกษา การจ้างงาน สุขภาพ เศรษฐกิจและสังคม สตรีชนบท และสิทธิความเสมอภาคในครอบครัวและการสมรส ส่วนมาตรา 17-30 เป็นการกำหนดขั้นตอนและกลไกในการติดตามการปฏิบัติงานตามอนุสัญญาฯโดยในส่วนของข้อสงวน (reservations) ที่ประเทศไทยได้ตั้งไว้ เมื่อเข้าเป็นภาคีเพื่อที่จะขอเป็นการยกเว้นไม่ผูกพันตามอนุสัญญาฯ เนื่องจากกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ภายในประเทศยังไม่ได้รับการแก้ไขให้สอดคล้อง มี 7 ข้อ ได้แก่

อนุสัญญา 7 เรื่องความเสมอภาคทางการเมืองและการรับตำแหน่งทางราชการ
อนุสัญญาข้อ 9 เรื่องการถือสัญชาติของบุตรที่เกิดจากหญิงไทย
อนุสัญญาข้อ 11 เรื่องสิทธิและโอกาสที่จะได้รับการจ้างงานชนิดเดียวกัน
อนุสัญญาข้อ 15 เรื่องการทำสัญญา
อนุสัญญาข้อ 16 เรื่องความเสมอภาคในด้านครอบครัวและการสมรส
อนุสัญญาข้อ 29 เรื่องการให้อำนาจศาลโลกในการตัดสินกรณีพิพาท

          ต่อมาได้มีการดำเนินการทางนิติบัญญัติ ตุลาการ การบริหาร และอื่นๆ ตามอนุสัญญาฯ ประเทศไทยจึงได้ขอยกเลิกข้อสงวนที่ตั้งไว้ตามมติคณะรัฐมนตรี จำนวน 6 ข้อ ดังนี้

  • มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2533  ได้ยกเลิกข้อสงวนข้อ 11 วรรค 1(ข) เรื่องสิทธิและโอกาสที่จะได้รับการจ้างงานชนิดเดียวกันและข้อสงวนข้อ 15 วรรค 3  เรื่องการทำสัญญา โดยในปี 2534 ได้มีมติคณะรัฐมนตรีให้ส่วนราชการทุกแห่งทบทวนระเบียบข้อบังคับที่กีดกันความเสมอภาคในการดำรงตำแหน่งทางราชการของสตรี เพื่อให้โอกาสสตรีสามารถดำรงตำแหน่งได้ทุกตำแหน่ง
  • มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2553 ได้ยกเลิกข้อสงวนข้อ 9 เรื่องการถือสัญชาติของบุตรที่เกิดจากหญิงไทย  ซึ่งได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 และใช้พระราชบัญญัติ (ฉบับทื่ 2 ) พ.ศ. 2535  โดยให้บุตรที่เกิดจากหญิงไทยกับชายต่างชาติสามารถถือสัญชาติไทยได้
  • มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2538  ได้ยกเลิกข้อสงวนข้อ 7 เรื่องความเสมอภาคทางการเมืองและการรับตำแหน่งทางราชการ  โดยในปี 2537-2538 มีการแต่งตั้งนายอำเภอ และผู้ว่าราชการจังหวัดหญิงเป็นครั้งแรก
  • มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2539  ได้ยกเลิกข้อสงวนข้อ 10 เรื่องความเสมอภาคทางการศึกษา  โดยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้กำหนดว่า “การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” นอกจากนั้น ยังกำหนดให้บิดา มารดา หรือผู้ปกครองมีหน้าที่ในการจัดให้บุตรหรือบุคคลที่อยู่ในความดูแลได้รับการศึกษาภาคบังคับ (9 ปี)
  • คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555  ได้ยกเลิกข้อสงวนข้อ 16 เรื่องความเสมอภาคในด้านครอบครัวและการสมรส  โดยสำนักเลขาธิการสหประชาชาติได้รับตราสารถอนข้อสงวนจากประเทศไทย  เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2555 ดังนั้น การถอนข้อสงวนฯ ดังกล่าวจึงมีผลตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2555  สำหรับความก้าวหน้าในการดำเนินงานของประเทศไทย ซึ่งมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อส่งเสริมสิทธิทางครอบครัวและการสมรสของหญิงชายให้มีความเท่าเทียมกัน เช่น พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2550  ซึ่งขยายความหมายของการข่มขืน รวมทั้งกำหนดให้การข่มขืนภรรยาเป็นความผิดอาญา พระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. 2548  โดยกำหนดให้สตรีที่สมรสแล้วสามารถเลือกใช้ชื่อสกุลของสามีหรือของตนเองได้ และพระราชบัญญัติคำนำหน้านามหญิง พ.ศ. 2551 โดยการให้สิทธิแก่สตรีที่สมรสแล้ว หรือสตรีที่หย่าร้างในการเลือกใช้คำนำหน้านามว่า “นาง” หรือ “นางสาว” ได้ตามความสมัครใจ เป็นต้น
  • ปัจจุบันยังคงเหลือข้อสงวนอีก 1 ข้อ ได้แก่ ข้อ 29 เรื่องการให้อำนาจศาลโลกในการตัดสินกรณีพิพาท